โคลงสุภาษิต
พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ผู้แต่ง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ (พระปิยมหาราช)
ประวัติผู้แต่ง
ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ ๔) และ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี (พระนางเธอพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์) ทรงมีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพินิตประชานาถ
ทรงพระราชสมภพ
ปี พ.ศ. ๒๓๙๕
เสวยราชย์
ปี พ.ศ. ๒๔๑๑ โดยมีเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนจนกว่าพระองค์ ท่านจะทรงผนวช เพราะขณะนั้นทรงมีพระชันษาเพียง๑๖ ปีเท่านั้น
พระราชภารกิจ

ในรัชสมัยของพระองค์ท่านทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองในหลายๆด้าน
ทั้งด้านการเมืองและการปกครอง มีการบริหาราชการภูมิภาค การศาสนา การสาธารณู-
ปโภค การพยาบาลและสาธารณสุข การสื่อสาร ฯลฯ

นอกจากพระปรีชาสามารถในด้านการเมือง การปกครองแล้วด้านวรรณคดีและ
การประพันธ์พระองค์ท่านก็ทรงพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งอีกเช่นกัน บทพระราช-
นิพนธ์ในพระองค์มีทั้งบทร้องกรองและบทร้อยแก้ว มีเรื่องแปลมากขึ้น ความเรียงมีเพิ่ม
มากขึ้นกว่าสมัยก่อน มีนักเขียนเพิ่มมากขึ้น มีการพิมพ์หนังสือแจกในงานต่างๆ มากขึ้น
มีการตั้งหอสมุดวชิรญาณ เกิดวรรณคดีสโมสร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระองค์ท่าน
เองก็ทรงเป็นกวีเอกผู้หนึ่งด้วย ทรงมีบทพระราชนิพนธ์มากมายที่เป็นที่รู้จักอาทิ
พระราชพิธีสิบสองเดือน , ไกลบ้าน, เงาะป่า,ลิลิตนิทราชาคริต, โตลงสุภาษิตต่างๆ,
พระราชวิจารณ์ ฯลฯ

เสด็จสวรรคต
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓
เวลาที่แต่ง
ปี พ.ศ. ๒๔๒๘
ลักษณะคำประพันธ์
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ เป็นโคลงสี่สุภาพ ๑๘ บท
โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ เป็นโคลงสี่สุภาพ ๑๒ บท
โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ เป็นร้อยแก้ว และสรุปด้วยโคลงสี่สุภาพ(เป็นสุภาษิต)
มีทั้งหมด ๔ เรื่อง คือ ราชสีห์กับหนู , บิดากับบุตรทั้งหลาย , สุนัขป่ากับลูกแกะ ,
กระต่ายกับเต่า
ที่มาของเรื่อง
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุล-
จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (เดิมเป็นสุภาษิตภาษาอังกฤษจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรด
กระหม่อมให้กวีในพระราชสำนักแปลและประพันธ์เป็นโคลงภาษาไทย พระองค์ท่าน
ได้ทรงตรวจแก้และทรงพระราชนิพนธ์โคลงบทนำด้วย)
โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ เช่นกัน (โดย
ทรงแปลมาจากโคลงเดิมที่เป็นภาษาอังกฤษ)

โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๕ เช่นกัน โดยทรง
แปลมาจากนิทานกรีกฉบับภาษาอังกฤษ เพราะสมัยนั้นคนไทยนิยมอ่านเรื่องที่แปลมา
จากวรรณคดีตะวันตกกันมาก โดยเฉพาะนิทานอีสป เพราะไม่ผูกติดกับขนบธรรมเนียม
ประเพณี และค่านิยมของชาติใดชาติหนึ่ง
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแปลนิทานอีสปไว้ทั้งหมด ๒๔ เรื่อง
และทรงพระราชนิพนธ์โคลงสุภาษิตประกอบนิทานร่วมกับกวีอีก ๓ ท่าน คือ กรมหลวง
พิชิตปรีชากร พระยาศรีสุนทรโวหาร และ พระยาราชสัมภารากร ซึ่งรวมเรียกว่า
“โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ”

จุดประสงค์ในการแต่ง โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์ และ โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ มีจุดประสงค์ในการ
แต่งเพื่อต้องการจะอธิบายสุภาษิตที่เกี่ยวกับนามธรรมซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับ
คนทุกคน ทุกฐานะ ทุกอาชีพ ได้นำไปเป็นเครื่องโน้มนำให้ประพฤติชอบอย่างผู้มีสติ
และมีความปลอดโปร่งในชีวิต
โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ มีจุดประสงค์ในการแต่งเพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้อ่านให้
พิจารณาคำสอนที่ได้จากนิทานเรื่องนั้นๆ
สาระสำคัญ
โคลงสุภาษิตโสฬสไตรยางค์

กล่าวถึงสิ่งที่ควรปฎิบัติและสิ่งที่ควละเว้น ๑๖ หมวด หมวดละ ๓ ข้อ รวม ๔๘ ข้อ ดังต่อไปนี้

ว่าด้วยความสามอย่าง กล่าวถึง นักปราชญ์ได้แสดงเนื้อหาเป็นเรื่องสอนใจไว้อย่างครบครันเป็น

๑๖ หมวด หมวดละ ๓ ข้อ เพื่อเป็นแม่บทให้แก่บัณฑิตผู้ที่มุ่งความหวังความสุข ขจัดความทุกข์ และมุ่งสร้าง

คุณงามความดีไว้เป็นที่สรรเสริญต่อไปได้ประพฤติและปฎิบัติตาม ดังนี้

๑.สามสิ่งควรรัก อันได้แก่ ความกล้า ความสุภาพ และความรักใคร่

๒.สามสิ่งควรชม อันได้แก่ อำนาจปัญญา เกียรติยศ และมีมารยาทดี

๓.สามสิ่งควรเกลียด อันได้แก่ ความดุร้าย ความหยิ่งกำเริบ และอกตัญญู

๔.สามสิ่งควรรังเกียจติเตียน อันได้แก่ ชั่วเลวทราม มารยา และฤษยา

๕.สามสิ่งควรเคารพ อันได้แก่ ศาสนา ยุติธรรม และสละประโยชน์ตนเอง

๖.สามสิ่งควรยินดี อันได้แก่ การเป็นผู้มีความงาม มีความสัตย์ซื่อ และมีความเป็นตัวของตัวเอง

มีอิสระเสรี

๗.สามสิ่งควรปรารถนา อันได้แก่ ความสุขความสบายกาย ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ การมีเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ดี และมีความปลอดโปร่งสบายใจ

๘.สามสิ่งควรอ้อนวอนขอ อันได้แก่ ความเชื่อถือด้วยจิตใจที่มั่นคง ความสงบสามารถดับทุกข์ร้อนได้

และจิตใจที่สงบไม่ขุ่นหมอง

๙.สามสิ่งควรนับถือ อันได้แก่ การเป็นผู้มีปัญญา มีความฉลาด และมีความมั่นคงไม่โลเล

๑๐.สามสิ่งควรชอบ อันได้แก่ ความมีใจอารีสุจริต ใจดีไม่มีเคืองขุ่น และมีความสนุกเบิกบานพร้อมเพรียง

๑๑.สามสิ่งควรสงสัย อันได้แก่ คำยกยอที่ไม่เปนจริง พวกหน้าเนื้อใจเสือ และพวกรักง่ายหน่ายเร็วพูดกลับคำไปมา

๑๒.สามสิ่งควรละ อันได้แก่ ความเกียจคร้าน การพูดจาเลอะเทอะไร้สาระ และการใช้คำแสลงหรือคำหยาบคาบพูดหยอกล้อคนอื่น

๑๓.สามสิ่งควรจะกระทำให้มี อันได้แก่ หนังสือดีให้ความรู้ เพื่อนที่ดี และความเป็นคนใจเย็น

๑๔.สามสิ่งควรจะหวงแหนฤๅต่อสู้เพื่อรักษา อันได้แก่ ชื่อเสียงเกียรติยศ ประเทศชาติบ้านเมือง

และเพื่อนสนิทมิตรสหาย

๑๕.สามสิ่งควรครองไว้ อันได้แก่ กิริยาที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในใจ ความมักง่าย คำพูดคำจาควรรักษาและระวังให้ดี

๑๖.สามสิ่งควรจะเตรียมเผื่อ อันได้แก่ ความเป็นอนิจจัง คือ ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความแก่ชรา และความตาย เพราะไม่มีใครหลีกพ้น

๑๗.จบทั้ง ๑๖ หมวด หมวดละ ๓ ข้อ แล้วรวมเป็น ๔๘ คำสอนที่บอกกล่าวไว้อย่างสมบูรณ์แล้ว

โคลงสุภาษิตนฤทุมการ

กล่าวถึง ๑๐ ประการ ที่ผู้ประพฤติยังไม่เคยเสียใจ เพราะเป็นความประพฤติดีในไตรทวาร

(กาย วาจา ใจ ) อันจะยังให้เกิดผลดีแก่ผู้ประพฤติเองและต่อสังคมส่วนรวม อันได้แก่

๑.เพราะความดีทั่วไป กล่าวถึง การทำความดีนั้นไม่ควรเลือกกระทำกับผู้ใดผู้หนึ่ง ควรทำกับคนทั่วๆไป และทำความดีเพิ่มขึ้นด้วยความชอบธรรม จะได้ไม่มีศัตรูคิดร้าย จะมีก็แต่ผู้ยกย่องเชิดชู

๒.เพราะไม่พูดจาร้ายต่อใครเลย กล่าวถึง การอยู่ห่างไกลความหลงและความริษยาไม่พูดจากล่าวเท็จให้ร้ายผู้อื่น ไม่พูดอาฆาตใคร และไม่พูดนินทากล่าวโทษผู้ใด

๓.เพราะถามฟังความก่อนตัดสิน กล่าวถึง การได้ยิน ได้ฟังเรื่องราวใดๆ มาไม่ควรจะเชื่อในทันที ต้องสอบสวนทวนความ คิดใคร่ครวญให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ

๔.เพราะคิดเสียก่อนจึงพูด กล่าวถึง ก่อนที่จะพูดสิ่งใดให้ตั้งสติให้รอบครอบก่อน เพราะการพูดดีก็เหมือนกับการเขียนที่มีการเรียบเรียงไว้แล้ว ทำให้เวลาฟังเกิดความไพเราะเสนาะหู และไม่เป็นภัยตัวผู้พูดด้วย

๕.เพราะอดพูดในเวลาโกรธ กล่าวถึง การรู้จักหักห้ามตนเองไม่ให้พูดในขณะที่ยังโกรธอยู่โดยให้หยุดคิดพิจารณาว่าพูดแล้วจะเป็นฝ่ายปพ้หรือชนะ หรือพูดไปแล้วจะเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายผิด หากไม่รู้จักยับยั้งแล้วละก็อาจทำให้เสียหายได้

๖.เพราะได้กรุณาต่อคนที่ถึงอับจน กล่าวถึง การมีความเมตตากรุณาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ประสบภัย ทำให้เขารอดพ้นจากความทุกข์ยาก ผลที่ได้รับคือผู้คนจะพากันสรรเสริญทั้งในปัจจุบันแล้วอนาคต

๗.เพราะขอโทษบรรดาที่ได้ผิด กล่าวถึง เมื่อกระทำการสิ่งใดผิดพลาดแล้ว ก็ควรลดความอวดดีลง และรู้จักกล่าวโทษเพื่อลดความบาดหมางลง ดีกว่าคิดหาทางแก้ด้วยคาวมคดโกง

๘.เพราะอดกลั้นต่อผู้อื่น กล่าวถึง การมีความอดทนอดกลั้นต่อผุ้ที่มาข่มเหงรังแก ไม่ฉุนเฉียวเหมือนคนพาล นี่แหละจัดได้ชื่อว่าเป็นคนใจเย็น

๙.เพราะไม่ฟังคำคนพูดเพศนินทา กล่าวถึง การไม่ควรฟังคนที่ชอบพูดเพ้อเจ้อเท็จจริงบ้าง เพราะเปรียบเสมือนมีดที่กรีดหรือระรานคนทั่วไป ฟังแล้วจะพาเราเข้าไปอยู่ในพวกพูดจาเหลวไหลไปด้วย

๑๐.เพราะไม่หลงเชื่อข่าวร้าย กล่าวถึง การไม่ควรด่วนหลงหรือตื่นเต้นกับข่าวร้ายที่มีผู้นำมาบอก ควรสืบสาวเรื่องราวที่แท้จริงก่อน

ที่กล่าวมาทั้ง ๑๐ ประการนี้ แม้จะกระทำตามได้ไม่หมดทุกข้อ กระทำได้เป็นบางข้อก็ยังดี

ข้อคิดที่ได้

สุภาษิตทั้งปวงมีเนื้อหาสาระที่ให้คติในการดำรงชีวิต ด้วยการชี้ให้เห็นสิ่งที่ควรปฎิบัติและควรละเว้น ผู้ประสงค์ความเจริญในชีวิตควรอ่านด้วยคาวมพินิจพิจารณาแล้วเลือกนำสุภาษิตนั้นๆ ไปปฎิบัติให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตตนและสังคมส่วนรวมเท่าที่สามารถจะทำได้

โคลงสุภาษิตอิศปปกรณำ

 

๑.ราชสีห์กับหนู

มีราชสีห์ตัวหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่ มีหนูตัวหนึ่งวิ่งขึ้นไปบนหน้าทำให้ราชสีห์ตกใจตื่นและลุกขึ้นมาด้วยความโกรธพร้อมกับจับหนูไว้ได้และจะฆ่าเสีย แต่เจ้าหนูได้อ้อนวอนขอชีวิตไว้แล้วจะตอบแทนคุณในภายหลัง ราชสีห์หัวเราะแล้วก็ปล่อยเจ้าหนูตัวนั้นไป ต่อมาราชสีห์ถูกนายพรานจับมัดไว้ด้วยเชือกหลายเส้นส่งเสียงร้องดัง จนเจ้าหนูนั้นได้ยินมันจึงมาช่วยกัดเชือกจนขาดช่วยชีวิตราชสีห์ไว้ได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าประมาทผู้ที่ต่ำต้อยด้อยกว่า เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าเราจะประสบเคราะห์หามยามร้ายเมื่อไร หากคนพวกนี้มาพบเห็นเราขณะมีภัย คงจะมีผู้ที่ระลึกถึงคุณของเราและให้ความช่วยเหลือเราบ้าง

 

๒. บิดากับบุตรทั้งหลาย

กล่าวถึงชายผู้หนึ่งมีบุตรหลายคน บุตรเหล่านั้นทะเลาะกันมิได้ขาด ผู้เป็นบิดาจะตักเตือนอย่างไรพวกเขาก็ไม่ฟัง ผู้เป็นบิดาจึงหาทางแก้ไขด้วยการสั่งให้บุตรทั้งหลายหาไม้เรียวให้กำหนึ่ง แล้วให้บุตรนั้นหักให้เป็นท่อนเล็กๆแต่พวกบุตรก็ไม่มีใครสามารถหักได้เลยสักคน ผู้เป็นบิดาจึงแก้มัดไม้เรียวกำนั้นออก แล้วส่งให้บุตรหักทีละอัน ปรากฏว่าทุกคนหักได้โดยง่าย ผู้เป็นบิดาจึงสอนบุตรว่า “ หากพวกเจ้ามีความสามัคคีกันรักกันดุจไม้เรียวกำนี้ก็จะไม่มีใครมาทำร้ายพวกเจ้าได้ แต่ถ้าพวกเจ้าต่างคนต่างแตกแยกทะเลาะวิวาทกันเช่นนี้ก็จะมีภัยอันตรายได้ ก็จะเป็นประดุจไม้เรียวทีละอันที่ถูกทำลายได้โดยง่าย”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า หากคนเรามีความรักความสามัคคีแล้วจะไม่มีภัยอันตรายใดๆมาเบียดเบียนได้เลย

 

๓. สุนัขป่ากับลูกแกะ

กล่าวถึงสุนัขป่าตัวหนึ่งมาพบลูกแกะหลงฝูงตัวหนึ่ง มันคิดจะกินลูกแกะเป็นอาหาร จึงได้ออกอุบายกล่าวโทษเจ้าลูกแกะต่างๆนานา เพื่อให้ลูกแกะเห็นว่าตนมีความผิดจริงสมควรที่จะให้สุนัขป่าจับกินเป็นอาหาร แต่ลูกแกะก็ไม่ยอมรับ ในที่สุดด้วยความเป็นพาลเจ้าสุนัขป่าก็จับลูกแกะกินจนได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าได้คาดหวังว่าจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากคนที่มีนิสัยชั่วร้าย

 

๔. กระต่ายกับเต่า

กล่าวถึงกระต่ายตัวหนึ่งหัวเราะเยาะเต่าที่เท้าสั้นเดินช้า เต่าจึงท้ากระต่ายวิ่งแข่งกัน โดยให้สุนัขจิ้งจอกเป็นผู้เลือกทาง และกำหนดที่แพ้ชนะให้ พอถึงวันกำหนด ทั้งเต่าและกระต่ายก็ออกเดิน เริ่มต้นที่จุดเดียวกัน กระต่ายนั้นเชื่อมั่นว่าตนขายาวและวิ่งเร็วกว่าจึงเผลอพักหลับไป ครั้นพอตื่นขึ้นมาวิ่งไปโดยเร็ว พอถึงเส้นชัยก็เห็นว่าเต่าอยู่ที่นั่นก่อนนานแล้ว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าประมาทผู้อื่นและเชื่อมั่นในตนเองเกินไปนัก เพราะอาจจะมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำจนได้รับความอับอายได้

 

ข้อคิดที่ได้

๑. นิทานมักสะท้อนความคิดของคนในยุคต่างๆได้เป็นอย่างดี
๒. คุณธรรมที่ปรากฏในนิทานจะเป็นอุทาหรณ์ทำให้คนอยากทำแต่คุณงามความดีเสมอ
๓. นิทานเป็นเรื่องเล่าที่มีคติสอนใจทำให้ผู้อ่านเกิดวิจารณญาณในการคิดและนำไปปฏิบัติได้
๔. การอ่านวรรณคดีที่แฝงไว้ซึ่งปรัชญาชีวิตนั้น สามารถทำให้คนมีความสุข สงบ และแก้ไขปัญหาต่างๆได้

ความรู้ประกอบ
๑. ลักษณะของโคลงสี่สุภาพ
นักเรียนสามารถศึกษาได้จากเรื่อง กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง ๒. ความหมายของชื่อโคลงสุภาษิตในบทเรียน
“สุภาษิต” คือ คำกล่าวหรือข้อความที่ดีงามเป็นคติของนักปราชญ์ชาตินั้นๆ มีความไพเราะจับใจผู้ฟัง เช่น พุทธศาสนสุภาษิต
สุภาษิตพระร่วง วชิรญาณภาษิต สุภาษิตโคลงโลกนิติ เป็นต้น
“โสฬสไตรยางค์” เป็นคำสมาส มาจากคำว่า “โสฬส” (สิบหก) รวมกับคำว่า “ไตรยางค์” (องค์สาม) รวมความว่า
จำแนกเนื้อความเป็น ๑๖ หมวด หมวดละ ๓ ข้อ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัว ทรงมีวิธีอธิบายสุภาษิตที่เป็นนามธรรมไว้๒วิธี คือ
๑. อธิบายเชิงเปรียบเทียบ
๒. อธิบายโดยยกธรรมขึ้นแสดงโดยตรง
“อิศปปกรณำ” อ่านว่า อิด-สะ-ปะ-ปะ-กะ-ระ-นำ ปัจจุบันสะกดอีสปปกรณัม คำว่า “ปกรณำ” แปลว่า คัมภีร์ ตำรา หนังสือ
หรือเรื่อง สำหรับในบทเรียนนี้หมายถึง เรื่อง

๓. นิทานอีสป
อีศป หรือ อีสป (Aesop) เป็นชื่อของนักเล่านิทานชาวกรีกคนหนี่งที่มีอายุอยู่ในราวศตวรรษที่ ๖ ก่อนคริสตกาล
อีสปเป็นทาสที่มีร่างกายพิกลพิกลพิการแต่ชาญฉลาดมักยกนิทานมาเปรียบเปรยหรือเตือนสติผู้เป็นเจ้านายให้คิดเพื่อ
แก้ไขเหตุการณ์ที่เลวร้ายได้ นิทานของอีสปมีมากมายหลายร้อยเรื่องมีผู้นำไปแปลเป็นภาษาอื่นๆมากมายจนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก
สำหรับในวรรณคดีไทยนิทานอีสปปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรในสมัยรัชกาลที่๕ ในต้นฉบับสมุดไทยชื่อ
อิศปปกาณำซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติในปัจจุบัน
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้มีการแปลและเรียบเรียงนิทานอีสปเพื่อใช้เป็นแบบสอนอ่านสำหรับนักเรียน พระจรัสชวนะพันธ์
(สาตร์ สุทธเสถียร) ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นมหาอำมาตย์โท
พระยาเมธาธิบดี ได้กล่าวในคำชี้แจงของผู้แต่งหนังสือแบบสอนอ่าน เรื่อง นิทานอีสป เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ร.ศ.๑๓๐
(พ.ศ. ๒๔๕๔) ว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพ (พระยศในขณะนั้น) เป็นผู้ทรงแนะนำให้พระจรัสฯ
เรียบเรียงขึ้นโดยใช้ภาษาง่ายๆและประโยคสั้นๆ สำหรับเด็กในชั้นมูลศึกษาที่ใช้เป็นแบบสอนอ่านหลังจากเรียน
แบบเรียนมูลศึกษาจบแล้ว
นิทานอีสปเป็นแบบสอนอ่านที่ฝึกให้เด็กคิดตามเรื่องที่ได้อ่านได้ฟังควบคู่ไปกับความสนุกสนานเพลิดเพลิน
และในตอนท้ายของนิทานทุกเรื่องก็จะมีบทสรุปเป็นคติสอนใจให้แก่ผู้อ่านด้วยแต่บทสรุปและคติสอนใจในนิทาน
แต่ละเรื่องนั้นอาจแตกต่างกันได้เนื่องจากการตีความของผู้เล่า

๔. นิทาน
นิทาน เป็นวรรณกรรมที่แต่งขึ้นหรือสมมติขึ้น อาจมีเค้ามาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง นิทานนับว่าเป็นวรรณกรรมที่เก่าแก่ที่สุด
ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ชอบฟังนิทานเป็นสื่อ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงใช้นิทานชาดกเป็นสื่อในการสอนธรรมะให้แก่สาวกของพระองค์
ชนแต่ละชาติก็มีนิทานเป็นสมบัติประจำชาติของตน นิทานที่เรารูจักกันนั้นมีหลายประเภท ได้แก่ นิทานท้องถิ่น นิทานชาดก
นิทานอีสป นิทานปรัมปรา นิทานเกี่ยวกับธรรมชาติ ฯลฯ นิทานเหล่านี้เป็นนิทานที่เล่าจากปากสู่ปาก ไม่มีการจดบันทึกไว้เป็น
ลายลักษณ์อักษรในสมัยก่อน
นิทานนอกจากจะให้ความบันเทิงแล้วยังให้คติธรรมและข้อคิดเกี่ยวกับชีวิต สังคม และวัฒนธรรมในท้องถิ่นอีกด้วย
องค์ประกอบของนิทาน มีดังนี้
๑. แนวคิดหรือแก่นของเรื่อง ๔. ฉาก
๒. โครงเรื่อง ๕. ถ้อยคำสำนวนหรือบทสนทนา
๓. ตัวละคร ๖. คติชีวิต

กิจกรรม อ่านคำประพันธ์ต่อไปนี้แล้วคำสัมผัสตามกำหนดให้ถูกต้อง  

 

ก. คำสัมผัสใน
๑. ควรกล้ากล้ากล่าวถ้อย ทั้งหทัย แท้แฮ
……………………………………………………………………………………………………………………
๒. สุวภาพพจน์ภายใน จิตพร้อม
……………………………………………………………………………………………………………………
๓. ความรักประจักษ์ใจ จริงแน่ นอนฤๅ
……………………………………………………………………………………………………………………
๔. สงบระงับดับประสงค์ สิ่งเศร้า
……………………………………………………………………………………………………………………
๕. สามส่วนควรใฝ่เฝ้า แต่ตั้งอธิษฐาน
……………………………………………………………………………………………………………………
๖. จิตสะอาดปราศสิ่งพะวง วุ่นขุ่น หมองแฮ
……………………………………………………………………………………………………………………
๗. สุขกายวายโรคร้อน รำคาญ
……………………………………………………………………………………………………………………
๘. มากเพื่อนผู้วานการ ชีพได้
……………………………………………………………………………………………………………………
๙. สามสิ่งควรจักให้ รีบร้อนปรารถนา
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๐. เร็วรัดผลัดพลันขาน คำกลับ พลันฤๅ
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๑. ใจโปร่งปราศราคี ขุ่นข้อง
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๒. คำยอยกย่องเพี้ยน ทุกประการ
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๓. มั่นคงไม่คืนคลาย คลอนกลับ กลายแฮ
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๔. เกียจคร้านการท่านทั้ง การตน ก็ดี
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๕. หนังสือสอนสั่งข้อ วิทยา
……………………………………………………………………………………………………………………

ข. คำสัมผัสนอก
๑๖. เกียจคร้านการท่านทั้ง การตน ก็ดี
พูดมากเปล่าเปลืองปน ปดเหล้น
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๗. พักตร์จิตรผิดกันประมาณ ยากรู้
เร็วรัดผลัดพลันขาน คำกลับ พลันฤๅ
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๘. ประเทศเกิดกูลพงศา อยู่ยั้ง
คนรักร่วมอัธยา- ศัยสุข ทุกข์แฮ
……………………………………………………………………………………………………………………
๑๙. จบสามสิบหกเค้า คะแนนนับ หมวดแฮ
หมวดละสามคิดสรรพ เสร็จสิ้น
……………………………………………………………………………………………………………………
๒๐. หนึ่งชราหย่อนแรง เร่งร้น
ความตายติดตามแสวง ทำชีพ ประลัยเฮย
……………………………………………………………………………………………………………………
๒๑. ใจซึ่งรีบเร็วไว ก่อนรู้
วาจาจักพูดใน กิจสบ สรรพแฮ
…………………………………………………………………………………………………………………..
๒๒. สิ่งใดในโลกล้วน เปลี่ยนแปลง
หนึ่งชราหย่อนแรง เร่งร้น
……………………………………………………………………………………………………………………
๒๓. ยังบ่ลงเห็นไป เด็ดด้วน
ฟังตอบขอบขำไข คิดใคร่ ครวญนา
……………………………………………………………………………………………………………………
๒๔. หย่อนทิฐิมานะ อ่อนน้อม
ขอโทษเพื่อคาราวะ วายบาด หมางแฮ
……………………………………………………………………………………………………………………
๒๕. สามารถอาจห้ามงด วาจา ตนเฮย
ปางเมื่อยังโกรธา ขุ่นแค้น
หยุดคิดพิจารณา แพ้ชนะ ก่อนนา
……………………………………………………………………………………………………………………
๒๖. แต่ผูกไมตรีไป รอบข้าง
ทำคุณอุดหนุนใน การชอบ ธรรมนา
……………………………………………………………………………………………………………………

๒๗. สละส่อเสียดมารษา ใส่ร้าย
คำหยาบจาบจ้วงอา- ฆาตขู่ เข็ญเฮย
ไป่หมิ่นนินทาบ้าย โทษให้ผู้ใด
……………………………………………………………………………………………………………………
๒๘. อย่าควรประมาทผู้ ทุรพล
สบเคราะห์คราวขัดสน สุดรู้
……………………………………………………………………………………………………………………
๒๙. พบสิ่งประเสริฐศรี ติซ้ำ
ไป่ชอบไป่ชวนมี จิตปรารถ- นานา
ดุจไก่พบแก้วล้ำ หลีกแล้วเลยจร
……………………………………………………………………………………………………………………
๓๐. เชื้อวงศ์วายรักร้อย ริษยา กันเฮย
ปรปักษ์เบียนบีฑา ง่ายแท้
ร่วมสู้ร่วมรักษา จิตร่วม รวมแฮ
หมื่นอมิตร บ มิแพ้ เพราะพร้อมเพรียงผจญ
……………………………………………………………………………………………………………………